ชัยชนะ ท้าชวนศุภจี พิสูจน์ข้าวแกง 30 บาท พร้อมเสนอมาตรการจริง
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 ที่รัฐสภา นายชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวโต้แย้งเรื่องข้าวแกงราคาถูกขึ้นต่อนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
การท้าชวนเพื่อพิสูจน์ข้าวแกง 30 บาท
นายชัยชนะชี้ว่า นางศุภจีเสนอที่จะลองไปหาข้าวแกงราคา 30 บาทให้ดู และท้าให้ไปด้วยกัน อย่างไรก็ตาม เขาแนะนำให้รองนายกรัฐมนตรีทำให้งานว่างลงก่อนจึงจะไปได้ นายชัยชนะยืนยันว่า ข้าวแกง 30 บาทนั้นมีอยู่จริงในหลายพื้นที่ ทั้งต่างจังหวัด กรุงเทพฯ และแม้กระทั่งในสถาบันราชการและโรงเรียนต่างๆ
ตรวจสอบราคาปัจจุบันและปรับลดทั่วประเทศ
นายชัยชนะเสนอให้กระทรวงพาณิชย์ทำการตรวจสอบว่าปัจจุบันนี้ข้าวแกงราคาถูกที่สุดมีราคากี่บาท จากนั้นให้ใช้ราคานั้นเป็นมาตรฐานในการปรับลดราคาทั่วประเทศ เขาเชื่อว่าหากสามารถขายในราคา 30 บาทได้ ก็ควรปรับลดให้ได้ 30 บาททั่วประเทศ
วิจารณ์การขาดมาตรการจากกระทรวงพาณิชย์
นายชัยชนะชี้ว่า เขาเคยแนะนำให้นางศุภจีปรับลดราคาสินค้าตามไปเมื่อราคาน้ำมันและพลังงานลดลง แต่กระทรวงพาณิชย์ดูเหมือนไม่ได้ฟังคำแนะนำดังกล่าว เขาเสนอให้สำนักสินค้าอุปโภคบริโภคมาตรวจสอบว่าสินค้าใดที่ยังคงราคาสูงแม้ต้นทุนลดลง และควรมีมาตรการดำเนินการทางกฎหมายต่อร้านค้าที่ยังคงรักษาราคาเดิม
เสนอมาตรการสำหรับผลไม้ภาคใต้ไม่ให้ล้นตลาด
นายชัยชนะเตือนว่า ภาคใต้กำลังเข้าสู่ฤดูผลไม้ และควรมีมาตรการเตรียมการล่วงหน้าเพื่อรองรับผลิตภัณฑ์ที่อาจล้นตลาด เขาแนะนำให้กระทรวงพาณิชย์ประสานงานกับไปรษณีย์ไทย เอกชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมการค้าภายใน และตลาดต่างประเทศ แทนที่จะรอจนกว่าผลไม้จะล้นตลาดแล้วค่อยขอความช่วยเหลือจากอินฟลูเอนเซอร์
วิจารณ์ความพยายามในการสื่อสารของรัฐมนตรี
นายชัยชนะพูดย้ำว่า รองนายกรัฐมนตรีควรจะใช้เวลาที่ใช้ในการประดิษฐ์คำพูดมาทำงานจริงแทน เขากล่าวว่า นางศุภจีอยู่ประเทศไทยแล้วจึงไม่ควรมีข้ออ้างว่าไม่ทราบ ข้าวแกง 30 บาทนั้นมีอยู่แล้ว โดยเฉพาะในโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศ
การประเมินผลการปฏิบัติงาน
เมื่อถูกถามถึงการประเมินตัวเองของนางศุภจี นายชัยชนะกล่าวว่า เขาได้บอกไปแล้วว่าการประเมินดังกล่าวควรให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้ตัดสิน แต่สำหรับเขาแล้ว การทำงานที่ดีนั้นประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจ ถ้าสินค้ายังแพง รายได้ไม่เพิ่มขึ้น แต่ค่าครองชีพสูงขึ้น รองนายกรัฐมนตรีควรทบทวนการปฏิบัติงานของตนเอง เขาเน้นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศ ไม่ใช่เอกชนที่สามารถทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ


