สาวรอดชีวิตจากไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เปิดใจเล่านาทีวิกฤติ สูญเสียพี่สาวในเหตุการณ์โศกนาฏกรรม
น.ส.วราภรณ์ พลเสดี อายุ 26 ปี หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์เพลิงไหม้โรงเบียร์ที่ลาดพร้าว ได้เปิดใจเล่าถึงนาทีหนีไปกับความเศร้าใจที่ต้องสูญเสียพี่สาวคนสนิกในเหตุการณ์ดังกล่าว
สัญญาณอันตรายก่อนเกิดเหตุ
ตามคำบอกของน.ส.วราภรณ์ ในช่วงเวลาก่อนเพลิงไหม้เกิดขึ้น เธอได้สัมผัสกลิ่นแก๊สโชยมาหนาแน่นเป็นเวลา 5 ถึง 10 นาที นอกจากนี้ยังสังเกตเห็นว่าระบบไฟหน้าเวทีเกิดขัดข้องและดับไป อย่างไรก็ตาม ในช่วงนั้นไม่มีใครสนใจสัญญาณเตือนเหล่านี้ เพราะความเชื่อว่าควันดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของเอฟเฟกต์การแสดงที่ทางร้านมักจัดให้มีประจำ
ช่วงเวลาอันระทึกระหวาง
จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ของร้านตะโกนประกาศว่านี่ไม่ใช่เอฟเฟกต์ แต่เป็นไฟไหม้จริง กลุ่มควันหนาแน่นจึงพวยพุ่งขึ้นจากบริเวณเพดาน สภาพความมืดมากมายเมื่อระบบไฟทั้งหมดในห้องดับลง ทำให้ทุกคนหลุดพ้นจากสติ
ในเมื่อเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น น.ส.วราภรณ์ ได้รีบตัดสินใจวิ่งหนีโดยพยายามออกทางประตูทางเข้าหลัก ซึ่งตั้งอยู่ทางซ้ายมือของเธอ ระยะห่างประมาณ 10 เมตร เธอจึงรอดชีวิตมาได้
การสูญเสียที่เจ็บปวด
ส่วนพี่สาวของเธออยู่ได้เพียง 5 นาที เพราะก่อนเพลิงไหม้เกิดขึ้น พี่สาวได้ขอตัวไปใช้ห้องน้ำ ยุ่งเหยิงเวลากำหนด เมื่อเหตุการณ์ไฟไหม้เกิดขึ้น พี่สาวติดอยู่ภายในห้องน้ำและสูญเสียชีวิตไปในที่สุด
น.ส.วราภรณ์ระบุว่า ไม่เพียงแต่นี่เป็นครั้งแรกที่พี่สาวมาเที่ยวสถานที่ดังกล่าว แต่ยังเป็นการเดินทางที่เธอชวนมา ซึ่งจากนี้ไปเธออาจจะไม่มีความกล้าที่จะไปยังสถานบันเทิงใดใหญ่อีกเลย
ผลกระทบต่อจิตใจ
ผลกระทบจากเหตุการณ์นี้มีต่อจิตใจของน.ส.วราภรณ์อย่างรุนแรง ภาพของนาทีหนีไฟจึงยังคงติดตาของเธออยู่เสมอ เธอมิอาจเปิดดูข่าวหรือคลิปวิดีโอเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ได้เลย เมื่อใดที่ได้กลิ่นควัน หรือเห็นแสงไฟจากรถพยาบาล เธอก็เกิดอาการกังวล วิตก และจิตตกอย่างหนัก
นอกจากนี้ เธอยังรู้สึกเสียใจเพราะตนเองคือคนที่ชวนพี่สาวมาพักผ่อน แล้วสุดท้ายพี่สาวกลับต้องเผชิญกับเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเช่นนี้
ข้อความสุดท้ายถึงพี่สาว
ในที่สุด น.ส.วราภรณ์ก็ได้ส่งข้อความสุดท้ายถึงพี่สาวว่า ขอให้พี่สาวไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องตนเองที่รอดชีวิตมาได้ และขอให้พี่สาวเดินทางไปสู่ภพภูมิที่ดี
ความเห็นเกี่ยวกับการเยียวยา
เกี่ยวกับเงินเยียวยาเบื้องต้นที่ทางร้านมอบให้จำนวน 10,000 บาท น.ส.วราภรณ์มองว่าจำนวนนี้น้อยเกินไปเมื่อเทียบกับชีวิตของคนหนึ่งคน นอกจากนี้ เธอยังแสดงความกังวลว่า เมื่อกระแสข่าวเงียบหายลง การเยียวยาในระยะยาวอาจจะถูกลืมไปตามหลัง


