พ่อเหยื่อไฟไหม้รถบัสทัศนศึกษา พร้อมภาคีเครือข่าย ร่วมวางดอกไม้อาลัยผู้สูญเสีย ไฟไหม้โรงเบียร์

ครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมเครือข่ายภาคประชาชน ร่วมอาลัยผู้เสียชีวิตไฟไหม้โรงเบียร์ ยกธรรมชาติกรรมให้ผู้สูญเสีย

เมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม บริเวณสถานที่เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์แห่งหนึ่งในย่านลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร ยังคงมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมาแสดงความเคารพและไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนี้ โดยนำดอกไม้สีขาว พวงมาลัย และธูปเทียนมาวางสักการบูชาไว้บริเวณหน้าจุดเกิดเหตุ

เจ้าหน้าที่จากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ยังคงทำการตรวจสอบโครงสร้างอาคารและสภาพความปลอดภัยของสถานที่เพิ่มเติม เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุของเหตุการณ์ดังกล่าว

เครือข่ายภาคประชาชนร้องขอแก้ไขกฎหมาย เพิ่มมาตรการด้านความปลอดภัย

เวลาประมาณ 10.00 น. เครือข่ายภาคประชาชนได้มาร่วมแสดงความเสียใจต่อผู้เสียชีวิตทั้ง 32 คนจากเหตุการณ์ครั้งนี้ พร้อมทำการประชุมสื่อมวลชนเพื่อสอบถามและเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐดำเนินการหลายประการ

เครือข่ายเหล่านี้เรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเร่งสั่งการจัดระเบียบและปรับปรุงสถานบริการทั่วประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด ปรับปรุงการแบ่งเขตอนุญาต (โซนนิ่ง) ให้สอดคล้องกับความเป็นจริง และนำเสนอการแก้ไขพระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 โดยเปิดช่องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน

นอกจากนี้ยังมีการเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนนโยบายเกี่ยวกับการขยายเวลาจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและเหตุร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต

พ่อของเหยื่อเรียกร้องให้ใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด เพิ่มสิทธิเยียวยา

นายมหาโภคัย ขำกระแสร์ ซึ่งเป็นพ่อของ ด.ช.ณัฐพงศ์ ขำกระแสร์ หรือ “น้องปูอัด” ที่เสียชีวิตจากเหตุเพลิงไหม้รถบัสทัศนศึกษาของโรงเรียนวัดเขาพระยาสังฆาราม จังหวัดอุทัยธานี ได้แสดงความเห็นว่าแม้ว่าลักษณะของเหตุการณ์จะแตกต่างกัน แต่ทั้งสองเหตุการณ์มีจุดเหมือนกันในด้านการขาดระบบความปลอดภัยของประตูหนีไฟและทางออกฉุกเฉิน

นายมหาโภคัยกล่าวว่าในกรณีของลูกชายตนเอง เกิดจากรถบัสที่ไม่สามารถเปิดประตูฉุกเฉินได้ ในขณะที่สถานเบียร์แห่งนี้ก็มีการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับปัญหาทางออกหนีไฟเช่นกัน เขาจึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดและไม่หลวม

ด้านการเยียวยา นายมหาโภคัยมีข้อเรียกร้องให้ปรับปรุงพระราชบัญญัติเกี่ยวกับผู้มีสิทธิได้รับเงินเยียวยา เพื่อให้สิทธิ์นี้ขยายออกไปครอบคลุมปู่ย่าที่เลี้ยงดูบุตรหลาน ไม่เพียงแต่พ่อแม่ผู้ให้กำเนิดเท่านั้น

เครือข่ายชี้ช่องว่างในกฎหมายสถานบริการและการบังคับใช้

นายธีรภัทร์ คหะวงศ์ ตัวแทนของเครือข่ายภาคประชาชน ระบุว่าปัญหาการไม่ปลอดภัยในสถานบริการไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งแรก แต่เป็นปัญหาที่ซ้ำเกิดขึ้นหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้สูญเสียจำนวนมากตามมา

จากการตรวจสอบพบว่า พระราชบัญญัติสถานบริการ พ.ศ. 2509 ยังมีข้อจำกัดและช่องว่างมากมาย การบังคับใช้พระราชบัญญัติสาธารณสุขก็เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการบางรายหลีกเลี่ยงการรับใบอนุญาตเป็นสถานบริการ ส่งผลให้มาตรการความปลอดภัยไม่ครอบคลุมเพียงพอ

นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดของกฎหมายควบคุมอาคาร ซึ่งบังคับใช้เฉพาะอาคารบางประเภท เมื่อสถานที่บางแห่งไม่อยู่ในบัญชีสถานบริการตามกฎหมาย มาตรการความปลอดภัยจึงไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างสมบูรณ์

นายธีรภัทร์เรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและภาครัฐเร่งแก้ไขกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย โดยปรับเปลี่ยนแนวทางจากเดิมที่ให้ภาครัฐเป็นผู้รับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว ให้ผู้ประกอบการต้องมีความรับผิดชอบต่อมาตรฐานความปลอดภัยมากขึ้น พร้อมส่งเสริมให้ประชาชนและผู้ใช้บริการมีส่วนร่วมในการแจ้งข้อมูล

มูลนิธิเมาไม่ขับ ห่วงเหตุการณ์จะเกิดซ้ำหากไม่มีการจัดระเบียบ

นายสุรสิทธิ์ ศิลปงาม ผู้จัดการมูลนิธิเมาไม่ขับ แสดงความกังวลว่าปัจจุบันนอกจากเหยื่อจากอุบัติเหตุเมาแล้วขับแล้ว ยังมีเหยื่อจากการลงมาเที่ยวในสถานบันเทิงที่ไม่ปลอดภัย สถานบันเทิงแห่งนี้ไม่ใช่แห่งแรกที่เกิดเหตุซ้ำแบบนี้

นายสุรสิทธิ์เตือนว่าหากรัฐบาลหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบไม่เร่งดำเนินการจัดระเบียบ เหตุการณ์เศษโศกจะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะมีสถานบันเทิงลักษณะนี้กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่าหลายร้อยแห่ง

เขากล่าวว่า “ไม่ต่อต้านผู้ประกอบการที่จะทำมาหากิน แต่ต้องให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของผู้ที่มาใช้บริการและระบบความปลอดภัยโดยรวม อย่าไปตัดสินใจด้วยการคำนวณเสียน้อยเสียมากเสียยากเสียง่าย”

เรียกรัฐบาลเร่งจัดระเบียบสถานบริการแฝงลักษณ์ทั่วประเทศ

นายสุรสิทธิ์ยังเน้นย้ำว่านี่คือช่วงเวลาที่ต้องจัดระเบียบสถานบริการที่มีลักษณะแฝงตัวทั่วประเทศอย่างจริงจัง ไม่ควรปล่อยให้เป็นเรื่องที่หายไป จากดวงใจ เหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เขาจึงฝากความหวังไปถึงรัฐบาล นายกรัฐมนตรี และผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ว่าต้องใช้โอกาสนี้ในการจัดระเบียบอย่างจริงจัง มิฉะนั้นเหตุการณ์ที่เศษแค้นนี้จะเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

นายสุรสิทธิ์กล่าวว่า “ข้าราชการต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมา สถานที่ที่ไม่ปลอดภัยต้องปิด ห้ามให้ประชาชนมาใช้บริการบนความเสี่ยง แต่ถ้าสถานประกอบการใดทำดีและปลอดภัยต้องให้สีเขียว”

ต่อจากนั้น ภาคีเครือข่ายภาคประชาชนได้ทำการอ่านบทกลอนและบทสวดมนต์เพื่อแสดงความไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สำคัญครั้งนี้

ป้ายโฆษณา tidtrend